วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2558

 ชื่อ  นางสาวอำพิกา   เทียมจิตร  
 ตำแหน่ง  ครูผู้สอน สถานศึกษา  โรงเรียนบางพลีพัฒนศึกษาลัย สังกัด  สำนักงาน         
 คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน อำเภอ  บางพลี  จังหวัด  สมุทรปราการ   รหัสไปรษณีย์  10540 สัญชาติ  ไทย  เชื้อชาติ  ไทย  ศาสนา  พุทธ ภูมิลำเนา  อยู่บ้านเลขที่  115 หมู่  136  บ้านบก อำเภอขุขันธ์   จังหวัดศรีสะเกษ 33140

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

 หลักการสอนโดย โรเบิร์ต กาเย่ (Robert Gange)
+โพสต์เมื่อวันที่ : 12 ส.ค. 2550
 
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

.....

โรเบิร์ต กาเย่ (Robert Gange') ได้นำเอาแนวแนวความคิด 9 ประการ มาใช้ประกอบการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ได้บทเรียนที่เกิดจากการออกแบบในลักษณะการเรียนการสอนจริง โดยยึดหลักการนำเสนอเนื้อหาและจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์ หลักการสอนทั้ง 9 ประการได้แก่

1. เร่งเร้าความสนใจ (Gain Attention)
2. บอกวัตถุประสงค์ (Specify Objective)
3. ทบทวนความรู้เดิม (Activate Prior Knoeledge)
4. นำเสนอเนื้อหาใหม่ (Present New Information)
5. ชี้แนะแนวทางการเรียนรู้ (Guide Learning)
6. กระตุ้นการตอบสนองบทเรียน (Elicit Response)
7. ให้ข้อมูลย้อนกลับ (Provide Feedback)
8. ทดสอบความรู้ใหม่ (Assess Performance)
9. สรุปและนำไปใช้ (Review and Transfer)


โดยในแต่ประการจะมีรายละเอียด ดังนี้
1. เร่งเร้าความสนใจ (Gain Attention) ก่อนที่จะเริ่มการนำเสนอเนื้อหาบทเรียน ควรมีการจูงใจและเร่งเร้าความสนใจให้ผู้เรียนอยากเรียน ดังนั้น บทเรียนคอมพิวเตอร์
จึงควรเริ่มด้วยการใช้ภาพ แสง สี เสียง หรือใช้สื่อประกอบกันหลายๆ อย่าง โดยสื่อที่สร้างขึ้นมานั้นต้องเกี่ยวข้องกับเนื้อหาและน่าสนใจ ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อความสนใจของผู้เรียน นอกจากเร่งเร้าความสนใจแล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนพร้อมที่จะศึกษาเนื้อหาต่อไปในตัวอีกด้วย
2. บอกวัตถุประสงค์ (Specify Objective) วัตถุประสงค์ของบทเรียน นับว่าเป็นส่วนสำคัญยิ่งต่อกระบวนการเรียนรู้ ที่ผู้เรียนจะได้ทราบถึงความคาดหวังของบทเรียนจากผู้เรียน นอกจากผู้เรียนจะทราบถึงพฤติกรรมขั้นสุดท้ายของตนเองหลังจบบทเรียนแล้ว จะยังเป็นการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าถึงประเด็นสำคัญของเนื้อหา รวมทั้งเค้าโครงของเนื้อหาอีกด้วย การที่ผู้เรียนทราบถึงขอบเขตของเนื้อหาอย่างคร่าวๆจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถผสมผสานแนวความคิดในรายละเอียดหรือส่วนย่อยของเนื้อหาให้สอดคล้องและสัมพันธ์กับเนื้อหา
ในส่วนใหญ่ได้ ซึ่งมีผลทำให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากจะมีผลดังกล่าวแล้ว ผลการวิจัยยังพบด้วยว่า ผู้เรียนที่ทราบวัตถุประสงค์ของการเรียนก่อนเรียนบทเรียน จะสามารถจำและเข้าใจในเนื้อหาได้ดีขึ้นอีกด้วย
3. ทบทวนความรู้เดิม (Activate Prior Knowledge) การทบทวนความรู้เดิมก่อนที่จะนำเสนอความรู้ใหม่แก่ผู้เรียน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาวิธีการประเมิน ความรู้ที่จำเป็นสำหรับบทเรียนใหม่ เพื่อไม่ให้ผู้เรียนเกิดปัญหาในการเรียนรู้ วิธีปฏิบัติโดยทั่วไปสำหรับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนก็คือ การทดสอบก่อนบทเรียน (Pre-test) ซึ่งเป็นการประเมินความรู้ของผู้เรียน เพื่อทบทวนเนื้อหาเดิมที่เคยศึกษาผ่านมาแล้ว และเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับเนื้อหาใหม่ นอกจากจะเป็นการตรวจวัดความรู้พื้นฐานแล้ว บทเรียนบางเรื่องอาจใช้ผลจากการทดสอบก่อนบทเรียนมาเป็นเกณฑ์จัดระดับความสามารถของผู้เรียน เพื่อจัดบทเรียนให้ตอบสนองต่อระดับความสามารถของผู้เรียน เพื่อจัดบทเรียนให้ตอบสนองต่อระดับความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียนแต่ละคน แต่อย่างไรก็ตาม ในขั้นการทบทวนความรู้เดิมนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นการทดสอบเสมอไป หากเป็นบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สร้างขึ้นเป็นชุดบทเรียนที่เรียนต่อเนื่องกันไปตามลำดับ การทบทวนความรู้เดิม อาจอยู่ในรูปแบบของการกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดย้อนหลัง
ถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มาก่อนหน้านี้ก็ได้ การกระตุ้นดังกล่าวอาจแสดงด้วยคำพูด คำเขียน ภาพ หรือผสมผสานกันแล้วแต่ความเหมาะสม ปริมาณมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับเนื้อหา ตัวอย่างเช่น การนำเสนอเนื้อหาเรื่องการต่อตัวต้านทานแบบผสม ถ้าผู้เรียนไม่สามารถเข้าใจวิธีการหาความต้านทานรวม กรณีนี้ควรจะมีวิธีการวัดความรู้เดิมของผู้เรียนก่อนว่ามีความเข้าใจเพียงพอ
ที่จะคำนวณหาค่าต่างๆ ในแบบผสมหรือไม่ ซึ่งจำเป็นต้องมีการทดสอบก่อน ถ้าพบว่าผู้เรียนไม่เข้าใจวิธีการคำนวณ บทเรียนต้องชี้แนะให้ผู้เรียนกลับไปศึกษาเรื่องการต่อตัวต้านทาน
แบบอนุกรมและแบบขนานก่อน หรืออาจนำเสนอบทเรียนย่อยเพิ่มเติมเรื่องดังกล่าว เพื่อเป็นการทบทวนก่อนก็ได้
4. นำเสนอเนื้อหาใหม่ (Present New Information) หลักสำคัญในการนำเสนอเนื้อหาของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนก็คือ ควรนำเสนอภาพที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา ประกอบกับคำอธิบายสั้นๆ ง่าย แต่ได้ใจความ การใช้ภาพประกอบ จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาง่ายขึ้น และมีความคงทนในการจำได้ดีกว่าการใช้คำอธิบายเพียงอย่างเดียว โดยหลักการที่ว่า ภาพจะช่วยอธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรมให้ง่ายต่อการรับรู้ แม้ในเนื้อหาบางช่วงจะมีความยากในการที่จะคิดสร้างภาพประกอบ แต่ก็ควรพิจารณาวิธีการต่างๆ ที่จะนำเสนอด้วยภาพให้ได้ แม้จะมีจำนวนน้อย แต่ก็ยังดีกว่าคำอธิบายเพียงคำเดียว อย่างไรก็ตามการใช้ภาพประกอบเนื้อหาอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร หากภาพเหล่านั้นมีรายละเอียดมากเกินไป ใช้เวลามากไปในการ
ปรากฏบนจอภาพ ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา ซับซ้อน เข้าใจยาก และไม่เหมาะสมในเรื่องเทคนิคการออกแบบ เช่น ขาดความสมดุลย์ องค์ประกอบภาพไม่ดี เป็นต้น
5. ชี้แนะแนวทางการเรียนรู้ (Guide Learning) ตามหลักการและเงื่อนไขการเรียนรู้ (Condition of Learning) ผู้เรียนจะจำเนื้อหาได้ดี หากมีการจัดระบบการเสนอเนื้อหาที่ดีและสัมพันธ์กับประสบการณ์เดิมหรือความรู้เดิมของผู้เรียน บางทฤษฎีกล่าวไว้ว่า การเรียนรู้ที่กระจ่างชัด (Meaningfull Learning) นั้น ทางเดียวที่จะเกิดขึ้นได้ก็คือการที่ผู้เรียนวิเคราะห์และตีความในเนื้อหาใหม่ลงบนพื้นฐานของความรู้และประสบการณ์เดิม รวมกันเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ ดังนั้น หน้าที่ของผู้ออกแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในขั้นนี้ก็คือ พยายามค้นหาเทคนิคในการที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนนำความรู้เดิมมาใช้ในการศึกษาความรู้ใหม่ นอกจากนั้น ยังจะต้องพยายามหาวิถีทางที่จะทำให้การศึกษาความรู้ใหม่ของผู้เรียนนั้นมีความกระจ่างชัดเท่าที่จะทำได้ เป็นต้นว่า การใช้เทคนิคต่างๆ เข้าช่วย ได้แก่ เทคนิคการให้ตัวอย่าง (Example) และตัวอย่างที่ไม่ใช่ตัวอย่าง (Non-example) อาจจะช่วยทำให้ผู้เรียนแยกแยะความแตกต่างและเข้าใจมโนคติของเนื้อหาต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น

ผู้ออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียอาจใช้วิธีการค้นพบ (Guided Discovery) ซึ่งหมายถึง การพยายามให้ผู้เรียนคิดหาเหตุผล ค้นคว้า และวิเคราะห์หาคำตอบด้วยตนเอง โดยบทเรียนจะค่อยๆ ชี้แนะจากจุดกว้างๆ และแคบลงๆ จนผู้เรียนหาคำตอบได้เอง นอกจากนั้น การใช้คำอธิบายกระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิด ก็เป็นเทคนิคอีกประการหนึ่งที่สามารถ
นำไปใช้ในการชี้แนวทางการเรียนรู้ได้ สรุปแล้วในขั้นตอนนี้ผู้ออกแบบจะต้องยึดหลักการจัดการเรียนรู้ จากสิ่งที่มีประสบการณ์เดิมไปสู่เนื้อหาใหม่ จากสิ่งที่ยากไปสู่สิ่งที่ง่ายกว่า ตามลำดับขั้น
6. กระตุ้นการตอบสนองบทเรียน (Elicit Response) นักการศึกษากล่าวว่า การเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับระดับและขั้นตอนของการประมวลผลข้อมูล หากผู้เรียนได้มีโอกาสร่วมคิด ร่วมกิจกรรมในส่วนที่เกี่ยวกับเนื้อหา และร่วมตอบคำถาม จะส่งผลให้มีความจำดีกว่าผู้เรียนที่ใช้วิธีอ่านหรือคัดลอกข้อความจากผู้อื่นเพียงอย่างเดียว บทเรียนคอมพิวเตอร์ มีข้อได้เปรียบกว่าโสตทัศนูปการอื่นๆ เช่น วิดิทัศน์ ภาพยนตร์ สไลด์ เทปเสียง เป็นต้น ซึ่งสื่อการเรียนการสอนเหล่านี้จัดเป็นแบบปฏิสัมพันธ์ไม่ได้ (Non-interactive Media) แตกต่างจากการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผู้เรียนสามารถมีกิจกรรมร่วมในบทเรียนได้หลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถาม แสดงความคิดเห็น เลือกกิจกรรม และปฏิสัมพันธ์กับบทเรียน กิจกรรมเหล่านี้เองที่ไม่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกเบื่อหน่าย เมื่อมีส่วนร่วม ก็มีส่วนคิดนำหรือติดตามบทเรียน ย่อมมีส่วนผูกประสานให้ความจำดีขึ้น
7. ให้ข้อมูลย้อนกลับ (Provide Feedback) ผลจากการวิจัยพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะกระตุ้นความสนใจจากผู้เรียนได้มากขึ้น ถ้าบทเรียนนั้นท้าทาย โดยการบอกเป้าหมายที่ชัดเจน และแจ้งให้ผู้เรียนทราบว่าขณะนั้นผู้เรียนอยู่ที่ส่วนใด ห่างจากเป้าหมายเท่าใด การให้ข้อมูลย้อนกลับดังกล่าว ถ้านำเสนอด้วยภาพจะช่วยเร่งเร้าความสนใจ
ได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะถ้าภาพนั้นเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียน อย่างไรก็ตาม การให้ข้อมูลย้อนกลับด้วยภาพ หรือกราฟฟิกอาจมีผลเสียอยู่บ้างตรงที่ผู้เรียนอาจต้องการดูผล ว่าหากทำผิด แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ตัวอย่างเช่น บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบเกมการสอนแบบแขวนคอสำหรับการสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ผู้เรียนอาจตอบโดยการกดแป้นพิมพ์ไปเรื่อยๆ
โดยไม่สนใจเนื้อหา เนื่องจากต้องการดูผลจากการแขวนคอ วิธีหลีกเลี่ยงก็คือ เปลี่ยนจากการนำเสนอภาพ ในทางบวก เช่น ภาพเล่นเรือเข้าหาฝั่ง ภาพขับยานสู่ดวงจันทร์ ภาพหนูเดินไปกินเนยแข็ง เป็นต้น ซึ่งจะไปถึงจุดหมายได้ด้วยการตอบถูกเท่านั้น หากตอบผิดจะไม่เกิดอะไรขึ้น อย่างไรก็ตามถ้าเป็นบทเรียนที่ใช้กับกลุ่มเป้าหมายระดับสูงหรือ
เนื้อหาที่มีความยาก การให้ข้อมูลย้อนกลับด้วยคำเขียนหรือกราฟจะเหมาะสมกว่า
8. ทดสอบความรู้ใหม่ (Assess Performance) การทดสอบความรู้ใหม่หลังจากศึกษาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรียกว่า การทดสอบหลังบทเรียน (Post-test) เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทดสอบความรู้ของตนเอง นอกจากนี้จะยังเป็นการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่าผ่านเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ เพื่อที่จะไปศึกษาในบทเรียนต่อไปหรือต้องกลับไปศึกษาเนื้อหาใหม่ การทดสอบหลังบทเรียนจึงมีความจำเป็นสำหรับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนทุกประเภท นอกจากจะเป็นการประเมินผลการเรียนรู้แล้ว การทดสอบยังมีผลต่อความคงทนในการจดจำเนื้อหาของผู้เรียนด้วย แบบทดสอบจึงควรถามแบบเรียงลำดับตามวัตถุประสงค์ของบทเรียน ถ้าบทเรียนมีหลายหัวเรื่องย่อย อาจแยกแบบทดสอบออกเป็นส่วนๆ ตามเนื้อหา โดยมีแบบทดสอบรวมหลังบทเรียนอีกชุดหนึ่งก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้ออกแบบบทเรียนต้องการแบบใด
9. สรุปและนำไปใช้ (Review and Transfer) การสรุปและนำไปใช้ จัดว่าเป็นส่วนสำคัญในขั้นตอนสุดท้ายที่บทเรียนจะต้องสรุปมโนคติของเนื้อหาเฉพาะประเด็นสำคัญๆ รวมทั้งข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีโอกาสทบทวนความรู้ของตนเองหลังจากศึกษาเนื้อหาผ่านมาแล้ว ในขณะเดียวกัน บทเรียนต้องชี้แนะเนื้อหาที่เกี่ยวข้องหรือให้ข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติม เพื่อแนะแนวทางให้ผู้เรียนได้ศึกษาต่อในบทเรียนถัดไป หรือนำไปประยุกต์ใช้กับงานอื่นต่อไป


ภาพ รูปแบบการสอนของ Robert Gagne
--------------------------------------------------------------------------------
>> http://www.chontech.ac.th/~abhichat/Edu_Theory/Edu_gagne.htm 

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Irregular Verbs กริยาสามช่อง


                                                                 Irregular Verbs กริยาสามช่อง



กริยาอปรกติ หรือกริยาอปกติ (Irregular Verbs) หรือกริยาสามช่อง





คือ กริยาที่ผู้เรียนต้องศึกษาจดจำเป็นพิเศษ เพราะมีการเปลี่ยนรูปร่างต่างกันไป โดยไม่ได้เติม –ed ต่อท้ายเหมือน กริยาปรกติ (Regular Verbs) ส่วนมากเรียก กริยาอปกติ ว่า กริยา 3 ช่อง

Present

Past Simple

Past Participle

ความหมาย

be(is,am,are)

was,were

been

เป็น,อยู่,คือ

bear

bore

born

ถือ,เกิด

become

became

become

กลายเป็น

begin

began

begun

เริ่มต้น

bend

bent

bent

โค้ง งอ

bet

bet

bet

พนัน

bite

bit

bitten (or bit)

กัด ขบ ฉีก

bleed

bled

bled

เลือดออก

blow

blew

blown

พัด เป่า ตี

bring

brought

brought

นำมา เอามา

build

built

built

สร้าง ก่อสร้าง

burst

burst

burst

ระเบิด

buy

bought

bought

ซื้อ

cast

cast

cast

ขว้าง

catch

caught

caught

จับ ได้รับ

choose

chose

chosen

เลือก

cling

clung

clung

เกาะ เป็นที่พึ่ง

come

came

come

มา

cost

cost

cost

ราคา

dig

dug

dug

ขุด

dive

dived (or dove)

dived

ดำนํ้า

do

did

done

ทำ

draw

drew

drawn

ลาก วาด เขียน

drink

drank

drunk

ดื่ม

drive

drove

driven

ขับ(รถ)

eat

ate

eaten

กิน

fall

fell

fallen

ตก หล่น

fight

fought

fought

ต่อสู้

fling

flung

flung

โยน พุ่ง เหวี่ยง

fly

flew

flown

บิน

forbid

forbade

forbidden

ห้าม ไม่อนุญาต

forget

forgot

forgotten

ลืม

freeze

froze

frozen

เย็นจนแข็ง

get

got

got (or gotten)

เอา ได้รับ

give

gave

given

ให้

go

went

gone

ไป

grind

ground

ground

บด ลับ

grow

grew

grown

เติบโตขึ้น

hang (people)

hanged

hanged

แขวนคอ

hang (pictures)

hung

hung

แขวน ห้อย

have

had

had

มี

hide

hid

hidden

ซ่อน

hurt

hurt

hurt

ทำอันตราย

know

knew

known

รู้

lay

laid

laid

วาง ออกไข่

lead

led

led

นำ พา

leave

left

left

ละทิ้ง จากไป

lend

lent

lent

ให้ยืม

lie

lay

lain

นอน

light

lit

lit

จุดไฟ

make

made

made

ทำ

mistake

mistook

mistaken

ทำผิด

pay

paid

paid

จ่าย ชำระ

quit

quitted (or quit)

quit

หยุด ยุติ เลิก

ride

rode

ridden

ขี่ ขับ

ring

rang

rung

สั่นกระดิ่ง ดัง

rise

rose

risen

ขึ้น ลุกขึ้น

run

ran

run

วิ่ง

saw

sawed

sawn

เลื่อย

say

said

said

พูด

see

saw

seen

เห็น

seek

sought

sought

ค้นหา

sell

sold

sold

ขาย

set

set

set

ตั้ง วาง จัด

shake

shook

shaken

เขย่า สั่น

shine

shone

shone

ส่องแสง

shrink

shrank

shrunk

หดลง สั้นลง

sing

sang

sung

ร้องเพลง

sink

sank

sunk

จม ถอยลง

slide

slid

slid

สื่นไถล เลื่อนไป

speak

spoke

spoken

พูด

spin

spun

spun

ม้วน ปั่นฝ้าย

split

split

split

แตก แยก

spring

sprang

sprung

โดดอย่างเร็ว เด้ง

sting

stung

stung

ต่อย แทง

stink

stank

stunk

ส่งกลิ่นเหม็น

strike

struck

struck

ตี ต่อย กระทบ

string

strung

strung

ผูกเชือก ขึงสาย

strive

strove

striven

พยายาม ขันสู้

swear

swore

sworn

สาบาน ปฏิญาณ

swell

swelled

swollen

โตขึ้น หนาขึ้น

swim

swam

swum

ว่ายนํ้า

swing

swung

swung

แกว่ง เหวี่ยง

take

took

taken

เอา จับหยิบ

teach

taught

taught

สอน

tear

tore

torn

ฉีก ขาด

think

thought

thought

คิด

throw

threw

thrown

เหวี่ยง ขว้าง

wake

woke

waken

ตื่น ปลุก

wear

wore

worn

สวม ใส่

weave

wove

woven

ทอผ้า สาน

weep

wept

wept

ร้องไห้

wring

wrung

wrung

บีบ คั้น

write

wrote

written

เขียน














*****************************************************************************************************************************************

กริยา 3 ช่อง irregular verbs กิริยา 3 ช่อง กริยาสามช่อง
คำกิริยาในภาษาอังกฤษ ตามหลักไวยากรณ์แบ่งออกเป็น 3 ช่อง เรียกว่า “กิริยา 3 ช่อง" ซึ่งแต่ละ ช่องก็บอกถึง เหตุการณ์ในแต่ละช่วงของเวลาได้อีกด้วย

คำที่แสดงถึงอาการต่าง ๆ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงของเวลา กล่าวอีกนัยหนึ่งก็ คือ คำพูดที่แสดง ถึงการกระทำของตัวประธานในประโยค หรือคำที่ทำหน้าที่ช่วยคำกิริยาด้วยกันนั่นเอง กิริยาเป็นคำที่มีบทบาทที่สำคัญ ในแต่ละประโยค ถ้าในประโยคนั้น ๆ ขาดคำกิริยา ความหมายก็ไม่เกิด และไม่สามารถทราบถึงเหตุการณ์ต่าง ๆได้เลย หรือมีใจความที่ไม่สมบูรณ์
คำกิริยาตามหน้าที่แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. สกรรมกิริยา ( Transitive Verb ) คือ คำกิริยาที่ต้องมีตัวกรรม หรือคำอื่นเข้ามารองรับความ หมายจึง จะสมบูรณ์ เช่น The boys kick football in the field. หมายความว่า พวกเด็ก ๆ เตะ ฟุตบอลอยู่ที่สนามหญ้า คำว่า “kick “ เป็น คำกิริยา บอกให้ทราบถึงเหตุการณ์ว่าในขณะนี้หรือปัจจุบัน นี้เด็ก ๆ กำลังเล่นกันอยู่ ส่วนคำว่า “ football ” เป็นตัวกรรม หรือตัวที่ทำหน้าที่รองรับกิริยาให้มีความ หมายสมบูรณ์ขึ้น เพราะถ้าใช้คำว่า “ kick “ คำเดียวความหมายไม่สมบูรณ์ ไม่ รู้ว่าเตะอะไร นั่นเอง

2. อกรรมกิริยา ( Intransitive Verb ) คือ คำกิริยาที่ไม่ต้องมีตัวกรรมหรือคำอื่นมารองรับก็ได้ ความหมายสมบูรณ์ เช่น The dogs run in the field. ประโยคนี้ไม่ต้องมีตัวกรรมมารองรับ ก็ได้ใจ ความสมบูรณ์ดี ซึ่งคำว่า “run “ แปลว่า “ วิ่ง “ คงไม่ต้องถามว่าใช้อะไรวิ่ง

3. กิริยาช่วย ( Helping Verb หรือ Auxiliary Verb ) คือ กิริยาที่มีหน้าที่ช่วยให้กิริยาด้วย กันมีความหมายดีขึ้น และ ยังมีหน้าที่ทำให้ตัวของมันเองมีความหมายที่สมบูรณ์ขึ้นได้ดีอีกด้วย เช่น She studies in Lamp – Tech college . Does she study in Lamp – Tech College?

คำ กิริยาในภาษาอังกฤษตามหลักไวยากรณ์แบ่งออกเป็น 3 ช่อง เรียกว่า “กิริยา 3 ช่อง" ซึ่งแต่ละ ช่องก็บอกถึง เหตุการณ์ในแต่ละช่วงของเวลาได้อีกด้วย

กิริยาช่องที่ 1 ใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
กิริยาช่องที่ 2 ใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต
กิริยา ช่องที่ 3 ใช้กล่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจบลงไปอย่างสมบูรณ์ทั้งในปัจจุบันและอดีต เรียก อีกอย่างหนึ่งว่า “ส่วนสมบูรณ์ของกิริยา หรือ Complement

Base Form(ช่อง 1) Simple Past Tense(ช่อง 2) Past Participle(ช่อง 3) Meaning (ความหมายเทียบเคียง)
awake awoke awoken ตื่น
be was, were been เป็น,อยู่,คือ
bear bore born ทน
beat beat beat ตี
become became become กลายเป็น
begin began begun เริ่ม
bend bent bent หัก, งอ
beset beset beset โอบล้อมรอบด้าน
bet bet bet พนัน
bid bid/bade bid/bidden ประมูล
bind bound bound ผูกติดกัน
bite bit bitten กัด
bleed bled bled เลือดออก
blow blew blown เป่า
break broke broken แตก, หัก
breed bred bred ผสมพันธ์
bring brought brought นำมา
broadcast broadcast broadcast ออกอากาศ
build built built สร้าง
burn burned/burnt burned/burnt เผา
burst burst burst ระเบิดออก
buy bought bought ซื้อ
cast cast cast หล่อ
catch caught caught จับ
choose chose chosen เลือก
cling clung clung พิง
come came come มา
cost cost cost มีราคา
creep crept crept คืบคลาน
cut cut cut ตัด
deal dealt dealt จัดการ
dig dug dug ขุด
dive dived/dove dived กระโดดน้ำ
do did done ทำ
draw drew drawn วาด, ล่อ, ชักดาบ, ถอนเงิน
dream dreamed/dreamt dreamed/dreamt ฝัน
drive drove driven ขับรถ
drink drank drunk ดื่ม
eat ate eaten กิน
fall fell fallen ล้ม
feed fed fed ให้อาหารสัตว์
feel felt felt รู้สึก
fight fought fought ต่อสู้
find found found พบ
fit fit fit พอเหมาะ
flee fled fled หลบหนี
fling flung flung เขวี้ยง
fly flew flown บิน, นั่งเครื่องบิน
forbid forbade forbidden ห้าม
forget forgot forgotten ลืม
forego (forgo) forewent foregone ยอม, ไม่เอา
forgive forgave forgiven ให้อภัย
forsake forsook forsaken สละ, ละทิ้ง
freeze froze frozen หยุด, เป็นน้ำแข็ง
get got gotten ได้, เอา
give gave given ให้
go went gone ไป
grind ground ground บด
grow grew grown เจริญงอกงาม
hang hung hung แขวน
hang hunged hanged แขวนคอ (regular verb)
hear heard heard ได้ยิน
hide hid hidden ซ่อน
hit hit hit ตี
hold held held ถือ
hurt hurt hurt ทำร้าย
keep kept kept เก็บรักษา
kneel knelt knelt คุกเข่า
knit knit knit ถัก
know knew know รู้จัก
lay laid laid วางไข่
lead led led นำ
leap leaped/lept leaped/lept กระโดด
learn learned/learnt learned/learnt เรียน
leave left left ออกจาก
lend lent lent ให้ยืม
let let let อนุญาต
lie lay lain นอนลง
light lighted/lit lighted จุดไฟ
lose lost lost ทำหาย
make made made ทำ
mean meant meant หมายถึง
meet met met พบ
misspell misspelled /misspelt misspelled/ misspelt สะกดผิด
mistake mistook mistaken ทำผิด
mow mowed mowed/mown ตัดหญ้า
overcome overcame overcome เอาชนะ
overdo overdid overdone ทำมากเกินไป
overtake overtook overtaken ตามทัน
overthrow overthrew overthrown ปลดจากตำแหน่ง
pay paid paid จ่าย
plead pled pled อ้อนวอน, ขอโทษ
prove proved proved/proven พิสูจน์
put put put วาง
quit quit quit เลิก
read read read อ่าน
rid rid rid ขจัด
ride rode ridden ขี่
ring rang rung กรดกริ่ง
rise rose risen ลุกขึ้น
run ran run วิ่ง
saw sawed sawed/sawn เลื่อย
say said said พูด
see saw seen เห็น
seek sought sought ค้นหา
sell sold sold ขาย
send sent sent ส่ง
set set set จัดวาง
sew sewed sewed/sewn เย็บ
shake shook shaken สั่น
shave shaved shaved/shaven โกน
shear shore shorn ตัดขนแกะ
shed shed shed เท, กันน้ำ, ทิ้ง
shine shone shone เปล่งแสง
shoe shoed shoed/shod ซ่อมรองเท้า
shoot shot shot ยิง
show showed showed/shown แสดง
shrink shrank shrunk หด
shut shut shut ปิด
sing sang sung ร้องเพลง
sink sank sunk จม
sit sat sat นั่ง
sleep slept slept นอน
slay slew slain ฆ่า
slide slid slid เลื่อน
sling slung slung
slit slit slit สอดกรีดตามยาว
smite smote smitten ตีอย่างแรง
sow sowed sowed/sown หว่านพืช
speak spoke spoken พูด
speed sped sped เร่งความเร็ว
spend spent spent ใช้จ่าย
spill spilled/spilt spilled/spilt ทำหก
spin spun spun ปั่น
spit spit/spat spit บ้วนน้ำลาย
split split split แยกออกจากกัน
spread spread spread แผ่
spring sprang/sprung sprung กระโดด
stand stood stood ยืน
steal stole stolen ขโมย
stick stuck stuck ติดอยู่กับ
sting stung stung ปล่อยเหล็กไน
stink stank stunk เหม็น
stride strod stridden เดินก้าวยาว ๆ
strike struck struck ตี
string strung strung ขึ้นสาย, ร้อยลูกปัด
strive strove striven ดิ้นรน ต่อสู้
swear swore sworn สาบาน
sweep swept swept กวาด
swell swelled swelled/swollen บวม
swim swam swum ว่ายน้ำ
swing swung swung แกว่ง
take took taken นำไป
teach taught taught สอน
tear tore torn ฉีก
tell told told บอก
think thought thought คิด
thrive thrived/throve thrived เติบโต
throw threw thrown ขว้าง
thrust thrust thrust เสือกเข้าไป
tread trod trodden เดิน
understand understood understood เข้าใจ
uphold upheld upheld ยกไว้
upset upset upset เสียใจ
wake woke woken ตื่น
wear wore worn สวม
weave weaved/wove weaved/woven ทอ
wed wed wed แต่งงาน
weep wept wept ร้องไห้
wind wound wound ไขลาน
win won won ชนะ
withhold withheld withheld เก็บไว้
withstand withstood withstood ทนฟ้าทนฝน
wring wrung wrung บิด
write wrote written เขียน








































































































ที่มาhttp://www.crnfe.ac.th/english/grammar/irregular_verbs.php

บทความที่ได้รับความนิยม